บทความ

ลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บทความนี้ผมรับมาจาก หลักทรัพย์เกียรตินาคิน ได้อ่านแล้วค่อนข้างชอบเลยละครับ แล้วลองหาๆ ดู แล้ว เห็นว่า น่าจะมาจาก โลกในมุมมองของ Value Investor : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งการจากการอ่านเมล์นี้ นับว่าสมกับเป็น VI ขั้นเทพจริงๆ เลยขอเอามาให้อ่านดูนะครับ วิถีมหาเศรษฐี W. Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man In Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน เขาพบลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง ไม่หาเงินเพื่อเงิน การทำอย่างนั้นคุณจะไม่ได้เงิน เงินจะมาก็ต่อเมื่อคุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่คุณรักและมีความหลงใหลที่จะทำ คุณต้องทำในสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเงินจะมาเอง มันเป็นผลพลอยได้ ในมุมของ VI หรือนักลงทุนเน้นคุณค่า ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน อย่าลงทุนแบบจ้องหาหรือหมกมุ่นกับผลตอบแทนเกินไป มีความสุขกับการลงทุน ทำหรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง เงินจะมาเอง รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู...

ภาวะตลาดโลกกับอนาคตที่มองเห็นและผู้รู้อนาคตจากกระทู้ต่างๆ

ที่ผ่านๆมา ผมได้พูดถึงแต่ตลาดหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นในบ้านเรา แต่ความจริงเราอยู่ในโลกระบบเศรษฐกิจแบบทุนิยม ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่เกือบทุกประเทศใช้ในเวลานี้อยู่ ซึ่งตลาดหุ้นบ้านเรานั้นเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในโลกนี้ เรียกว่าเล็กจนไม่อาจมีอำนาจต่อเศรษฐกิจโลกสักเท่าไร จึงเกิดเป็นอย่างนี้อยู่บ่อย เช่น ตลาดฝั่งอเมริกา เด้งแรงๆ บ้านเราก็จะเด้งแรงๆด้วย ตัวอย่างเมื่อวานนี้ ดาว์โจน ทะลุ 10000 ครั้งแรกในรอบเกือบปี เหมือนกัน บ้านเราก็เลยได้อานิสง เด้งตามด้วย แม้จะไม่ทะลุ 700 จุด ก็ตาม (แม้ความจริงควรเป็น 800 ก็ตาม) แต่ก็ทำหุ้นที่พักฐานมา สัปดาห์กว่าๆ ได้วิ่งกันบ้าง จะมีนานๆ ทีที่ตลาดหุ้นไทยจะเป็นตัวของตัวเอง เช่นลงสวนกับภูมิภาคหรือโลก แต่ก็นับเป้นโอกาสที่น้อยมากที่จะเกิดได้ ซึ่งก่อนวันนี้ ผมก็กังวลเหมือนกันจากการตัดสัมพันธ์ทางการฑูตกับกัมพูชา นึกว่า อย่างไร หุ้นต้องตกกันเละแน่ แถมยังไปนั้งอ่านพวกตามบอร์ดหุ้นต่างๆ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ ปชป) แล้วก็สาปแช่งว่า พร่งนี้ชิบหายกันแน่ พวกดีๆหน่อย ก็บอกว่า กัมพูชา กับ บ้านเรานั้นค้าขายกันน้อย บางก็หากันตลอดว่า บ. อะไรทำธุรกิจใน กัมพูชาบ้า...

PANIC SELL การตกใจขาย และ ข่าวลือ

เขียนไว้เพื่ออธิบายคำศัพท์และปรากฎการณ์ช่วงนี้หน่อยนะครับ 2 วันนี้ ดัชนีหุ้นไทย SET Index ตกรวมๆกันไม่ต่ำกว่า 30 จุด (ยังไม่เปิดตลาดรอบบ่าย) แต่เมื่อวานสังเกตุได้ว่า Volum แน่นหนา 4หมื่นล้าน และหุ้นตกมาก ทำให้เห็นได้ถึงสัญญาณ PANIC SELL ในตลาดหุ้นไทย PANIC SELL เป็นการตกใจขาย กับสาเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเกิดจากข่าวจริง หรือข่าวลือ เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ในตลาดหุ้นหลายครั้ง เช่น 911 หรือ วันที่ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยประกาศใช้การสำรองการแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เห็นจริง เป็นข่าวจริง ส่วนข่าวลือนั้น โดยนิยาม เป็น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครยืนยัน หรือแหล่งข่าวไม่ยืนยันว่าเป็นความจริง แต่ในบางครั้งสิ่งที่เป็นข่าวลือนั้น อาจไม่เกิดขึ้นจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังไม่จัดเจนทำให้บรรยากาศอารมณ์กลัวครอบงำการซื้อขาย ทำให้เกิด การ PANIC SELL อย่างต่อเนื่องได้ สิ่งทีเกิดขึ้น อาจเกิดโดยไม่ต้องตัวทั้งนักลงทุก ระยะยาว ระยะสั้น ใครเล่นสั้น อย่างไร ก็ ขาดทุนครับ ขนาดผมว่า แนวรับผมแน่นมากแล้ว ยังร่วงจนตกใจเหมือนกัน สุดท้าย ข่าวลือในตลาดนั้นเกิดขึ้นทุกวัน บางจริงบางเท็จบาง ส่งผลกระ...

รู้จักตลาดหมี กระทิง

คำเปรียบเปรย ว่าตลาดหลักทรัพย์นั้น มีอยู่สัตว์สองตัวที่ใช้เปรียบเปรยคือ หมี กระทิง ซึ่งบางคนบอกว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดมีลักษณะเหมือนนิสัยสัตว์ 2 ชนิดนี้ ตลาดหมี คือ หมีที่เชื่องช้าตบหนักสาหัสปางตาย ใช้เวลาภาวะตลาดหุ้นตกหนักๆ หรือ ตลาดหุ้นมีมูลค่าการซื้อขายน้อยมากจน คนบอกเหมือนหมีจำศีล ตลาดกระทิง คือ กระทิงแข็งแรงปราดเปรียว ว่องไว วิ่งไล่แทงตลอด ใช้เปรียบเทียบสภาะตลาดที่มีการซื้อขายคึกคัก มูลค่าซื้อขายวิ่งไม่หยุดในแต่ละวัน เหมือนกับกระทิงไล่ขวิด ซึ่งที่สำคัญคือ ตลอดเวลา หมี และ กระทิง เป็นของคู่กันเหมือน ขาวกับดำ หยิงหยาง ในประวัติศาสตร์การลงทุนของโลกนี้ ไม่เคยมี ตลาดไหน เป้นหมีตลอดเวลา หรือ เป็นกระทิงตลอดเวลา มีแต่สลับๆ กันไปตลอดเวลา ซึ่งบางคนไม่เข้าใจในสัจธรรมในข้อนี้ ทำให้เจ็บตัวล้มตาย เพราะ หมี และ กระทิงมาเยอะแล้ว การที่เราสามารถเข้าใจถึงสภาพวะ หมี หรือ กระทิงได้ ก็จะทำให้เราสามารถปรับกลยุทธ์ในการลงทุนได้ และสามารถทำให้เรามีการลงทุนได้มีประสิทธิภาพตามช่วงเวลานั้นๆ นะครับ

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ไม่มีแพ้แน่นอน

รู้เขารู้เรา เป็นคำกล่าวของซุนวู ผู้เขียนตำราพิชัยสงคราม ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทุกโอกาส ในปัจจุบันมีคำว่า SWOT ซึ่งเป็นหลักการค้นหา จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส ข้อเสียเปรียบ ซึ่งนิยมใช้กับทางธุรกิจ เมื่อเราอยากลงทุน สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือ เรา เรามีความสามารถอะไรบ้าง เรามีรายได้เท่าไร เรามีแหล่งรายได้อะไรบ้าง เรามีรายจ่ายเท่าไร เรามีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอะไรบ้าง เรามีเงินออมเท่าไร และ เราเหมาะสมกับการบริหารเงินออมเราแบบไหน ซึ่งถ้ารู้เราก่อน ก็จะบอกได้ว่าเรามีต้นทุนอยู่ไหน และเหมาะสมกับอะไร ซึ่งการลงทุนแต่ละแบบนั้น ก็มีสภาพการลงทุนแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความสามารถอะไร เงินทุนเท่าไร และมีโอกาสไหม บางคนเหมาะสมกับการลงทุนทางตรง คือ ลงทุนค้าขายเอง เป็นโรงงานเอง เป็นตน บางคนมีการงานประจำอยู่แล้ว ไม่กล้าใช้ตัวเองเป้นเจ้าของกิจการ ก็ สามารถลงทุนทางอ้อมได้ ไม่ว่าซื้อ ทอง หุ้น ก็อย่างน้อยก่อนทำไรอยากให้รู้ตัวเองก่อนว่าทำไรได้ไม่ได้ เพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราทำลงไปนะครับ

นักลงทุนหลักทรัพย์กับการขาดทุน

ความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงกับการลงทุนคือ ไม่ว่าเราจะศึกษาวิเคราะห์หุ้นมาแค่ไหนแต่เราก็ไม่สามารถรู้อนาคตได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความเสี่ยงที่เราต้องหาวิธีจัดการ ทุกศาสตร์การวิเคราะนั้นสอนให้เรารู้จักทรัพย์ให้ดีที่สุด เพราะพร่งนี้ หุ้นจะเป็นอย่างไร ก็ยังไม่มีใครตอบได้ แต่เราสามารถทราบแนวทางได้ว่าบริษัทนี้จะมีแนวโน้มอย่างไรต่อไป ถ้าแนวโน้มดีก็อาจส่งผลให้หุ้นที่เราถืออยู่นั้น มีโอกาสราคาสูงขึ้น เรื่องความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นแต่ Warren Buffet ก็เคยขาดทุน พวก ดร.ทางการเงินก็เคยขาดทุน หรือผู้บริหารกองทุน ก็เคยขาดทุน แม้แต่ ผู้บริหารกองทุนระดับไหนในโลกนี้ ก็เคยขาดทุนทั้งนั้นละครับ แม้ผมเองที่ชอบเรียกให้คนอื่นมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และบอกว่าไม่เคยขาดทุน ก็ยังเคยขาดทุนครับ แต่อย่างพวกนักลงทุนที่ผมกล่าวมาคือ เค้าขาดทุนแค่บางช่วงเวลา แต่เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ตลอดช่วงชีวิตการลงทุน ก็กำไรมากกว่าขาดทุนครับ คนที่ขาดทุนอยู่ก็ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกการลงทุนแห่งนี้ สักวันคุณต้องกำไรแน่ แต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกวิธีนะครับฃ แม้เราไม่สามารถรู้อนาคต หรือ ควบคุมการเคลื่อนไหวของตลาดได้ แต่สิ่ง...

เวลาหลังตลาดหุ้นปิด

ช่วงนี้ผมกลับมาสู่ตลาดหุ้นแบบเกือบเต็มตัวอีกครั้ง หลังหันหลังให้มาหลายปีมากตั้งแต่ ปี 48 ซึ่งกลับมางวดนี้ตอนนี้ หวังว่า คงกลับไปดีดตัวเหมือนช่วงปี 45-46 อีก สิ่งที่เราซื้อขายกันในเวลา 9.30-17.00 นั้น เมื่อเลยเวลานั้น ตลาดหุ้นก็ปิด แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวทีมีตลาดหุ้น อีกทั้งตลาดประเทศเราก็เล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับตลาดในเอเชีย ยุโรป และ อเมริกา ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ที่สำคัญกับโลกเรานั้น มักมาหลังตลาดหุ้นปิด เช่น การประกาศนโยบายดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ รายงานการเติบโตหรือถดถอยต่างๆ จากประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาหลังตลาดบ้านเราเปิด เพราะ เวลาที่ต่างกัน วันนี้ผมลงมาตอน ตี1 ดู CNBC ก็ได้บรรยากาศสมัยหัดเล่นหุ้นแรกๆ ที่ลงมาดูว่า ตลาดดาวโจนส์เป็นอย่างไรบ้าง มีข่าว STEVE JOBS ซึ่งหน้าตาโทรมมาก โดยธุรกิจที่เป็นชั้นแนวหน้าของโลก นั้นมีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา ซึ่งทำให้เรารู้ว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีแนวโน้มอย่างไร แม้ตอนนี้เรายังไม่สามารถหอบเงินออกไปลงทุนที่ต่างประเทศได้ แต่ข่าว แนวโน้ม นั้นมีผลอย่างแน่นอนต่อตลาดหุ้นของเราวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าข่าวจากยุโรป สหรัฐ หรือ เอเ...