บทความ

คำถามในกาซื้อกิจการของ Warren Buffett

วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน(Fundamental Analysis) ของ Warren Buffett ที่ผมเคยค้นพบในหนังสือ โดย Warren Buffett นั้น ให้ความสนใจตัวเลขในกิจการอยู่ไม่มากนัก นั้นคือ ยอดขายเท่าไร ยอดขายนั้นเป้นสิ่งที่ทำให้บริษัทมีเงินเข้ามา ถือเป็นรายได้ที่ควรเป็นรายได้หลัก และเป็นสิ่งพื้นฐานของบริษัทเลย ถ้ากิจการนั้นขายดีอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่ากิจการนั้นยังอยู่ได้ ค่าใช้จ่ายเป็นเท่าไร ค่าใช้จ่ายนั้นถือเป็นต้นทุนทำธุรกิจ มีทั้งต้นทุนการผลิต และ ต้นทุนการขาย ซึ่งถ้าค่าใช้จ่ายนั้นสูง แน่นอนมันทำให้กำไรของบริษัทเรานั้นหดหายไปด้วย กำไรเบื้องต้นเท่าไร กำไรเบื้องต้นนั้น คือกำไรจากการกิจกรรมของบริษัทนั้นจริงๆ ทำให้เราทราบถึงประสิทธิภาพการบริหารงานจริงๆ ของบริษัทนั้นๆสามารถบริหารงานได้ดีแค่ไหน ถ้ากำไรเป็น การขาย - ต้นทุน ก็จะทำให้ทราบได้ว่าเราควร เพิ่มการขายให้สูง และ ลดต้นทุนให้ต่ำ เป็นสิ่งที่บอกคุณภาพของบริษัทได้อย่างดี สินค้าคงคลังเป็นไงบ้าง สินค้าคงคลังนั้น เป็นตัวบอกความสามารถในการขายได้อย่างดี และสามารถบอกได้ถึงการวางแผนการผลิตของบริษัทนั้นๆ ว่าดีแค่ไหน ถ้าสินค้าคงคลังมีเยอะเกินไป ทำให้ต้นทุนขอ...

การประชุมผู้ถือหุ้น

เมื่อเราได้ถือหุ้นหรือได้ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทไหนมา นั้นเท่ากับเรามีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบริษัทนั้นได้( แม้ว่าเราไม่เคยสามารถเอาไปเบ่งกับอะไรได้ก็ตาม ) ดังนั้นในรอบปีจะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นอย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งเว้นแต่ว่าจะมีเหตุการณ์ไรสำคัญจริงๆ ถึงจะเรียกประชุมขอมติผู้ถือหุ้นครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก่อนจะเรียกผู้ถือหุ้นมาประชุม หลักทรัพย์นั้นๆ จะขึ้นเครื่องหมาย XM ซึ่งถ้าเราถือหุ้นอยู่ถึงช่วงนั้น เราก็ได้สิทธ์ในการเข้าประชุมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีวาระการประชุมต่างๆ เกิด เช่นรับรองการจ่ายปันผล ขอเพิ่มทุน ตั้งแต่งคณะกรรมการใหม่ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่พวกกองทุนจะให้ความสำคัญต่อการประชุมมากเพราะเป็นโอกาสที่ได้ซักถาม แนวทางการบริหารต่างๆ หรือได้ถามข้อสงสัยในแต่ละเรื่องของบริษัทมหาชนนั้นๆ ส่วนความสำคัญที่ดี แม้ว่าเราจะถือหุ้นแค่เพียง 1 หุ้น เราก็ได้รับสิทธิ์ที่ได้เข้าร่วมประชุม รวมถึงได้รับรายงานประจำปีด้วย แม้เสียงเราจะน้อยแต่เราอาจทำเสียงดังในที่ประชุมได้ นั้นละครับ ที่บอกในบทความนี้คืออยากให้เราทราบและได้ใช้สิทธิ์ที่เรามีอย่างเต็มที่ เงินของเรา การลงทุนเรา อย่างได้มีโอกาสได้ตรวจสอบบ้างครับ ล...

ข้อเสียของการอ่านงบการเงิน

บทนี้เป็นเรือ่งเจ็บซ้ำน้ำใจนิดหน่อยในการวางแผนลงทุนผม มาเขียนไว้ให้อ่านเพื่อได้เป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์กับเพื่อนฝูง ผมเป็นคนที่ไม่สนใจข่าวลือเกี่ยวกับหุ้นเลย (ความจริงคือไม่มีแหล่งข่าวเป่าหูอะครับ) เป็นคนเชื่อเรื่อง เศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์เทคนิค และ งบการเงินมากกว่า โดยศาสตร์สุดท้าย งบการเงินนี้ผมให้ความสำคัญมากที่สุด แต่ข้อเสียของการอ่านงบการเงินนั้นมีอยู่นิดนึง คือ “งบการเงินเป็นเรื่องของอดีต ไม่ใช่เรื่องอนาคต” บางครั้ง ผลการดำเนินที่ดีในอดีต ไม่ได้บอกว่าปีนี้ มันจะดีไหม ที่ต้องมาเขียนบทความนี้มันเนื่องมาจาก หุ้นสุดรักผมตัวหนึ่งในพอร์ตการลงทุนของผม อยู่ดีๆ มันตกรุนแรง จากปกติเป็นแม่ทัพวิ่งนำพอร์ต จากกำไรกลายเป็นขาดทุน จากเขียวกลายเป็นแดง ตอนแรกผมก็กะว่าจะเก็บไว้ แต่สักพักแดงมา 5% ผมยังอยากเก็บไว้อยู่ แล้ววันดีมันก็ตกลงมา 10 % ผมเลยต้องรีบไปอ่านข่าวใน www.set.or.th แล้วได้เห็นงบการเงินไตรมาสล่าสุด เค้าเล่นขาดทุนแบบหลัก ร้อยล้าน เหลือ หลัก สิบล้าน แบบเห็นแล้วแทบเป็นลม ผมเลยต้องตัดใจขายทิ้งไปก่อน นั้นละครับ แม้งบการเงินมันจะไม่ได้บอกว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ฉันควรต้องทำใจรึปล่าว เ...

การวางแผนซื้อขายหลักทรัพย์ของมนุษย์เงินเดือน

ช่วงนี้ผมได้ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนนั่งในออฟฟิตอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว การลงทุนในหุ้นเลยเริ่มถอยออกมาอย่างห่างๆ กิจวัตรระหว่างวันก็เหลือแค่ ตรวจสอบหลักทรัพย์หุ้นผ่าน www.set.or.th หรือเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้นเอง ไม่ได้ใช้บริการบริษัทหลักทรัพย์เท่าไร เพราะกลัวเรื่องนโยบายบริษัทและความปลอดภัยในการ Logon ผ่านที่ทำงาน และที่สำคัญสุดคือการไม่อยากเสพติดหุ้นด้วย ถึงแม้เมื่อก่อนผมไม่ได้บ้าซื้อขายก็จริง แต่ก็นั่งดูเกือบทั้งวัน จนหลังๆ ต้องหนีออกจากบ้านไปช่วงเวลาบ่าย 2 ถึง 4โมงเย็น ไปเดินดูงานศิลปะที่มหาวิทยาศิลปกร ก็ทำให้ใจสบาย ไม่รู้สึกว้าวุ่นดี อันนี้เป็นการลดคลายความเสพติดหุ้นในชีวิตผมอย่างหนึ่งครับ และอาจเป็นข้อดีของการชมงานศิลปะด้วย กิจวัตรการซื้อขายที่ทำงานเลยไม่ได้นั่งเฝ้ามาก( แต่เมื่อก่อนก็ไมได้ใส่ใจมากเท่าไร)เหมือนแต่ก่อนแล้ว การซื้อขายก็จะเป็น แบบ ทิ้งคำสั่งซื้อไว้ตอนเช้าแล้วกด Auto แล้วก็ไปลุ้นเอาว่าได้ราคาเท่าไร ซึ่งวิธีแบบนี้อาจต้องทำการบ้านเยอะกว่าปรกติครับ ในการเฟ้นหาหุ้นสักตัว เช่นว่า หุ้นตัวนั้นพื้นฐานการเงินเป็นอย่างไร ปันผลเท่าไร แนวโน้มจะเป็นอย่างไร นั้นละคร...

ลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บทความนี้ผมรับมาจาก หลักทรัพย์เกียรตินาคิน ได้อ่านแล้วค่อนข้างชอบเลยละครับ แล้วลองหาๆ ดู แล้ว เห็นว่า น่าจะมาจาก โลกในมุมมองของ Value Investor : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งการจากการอ่านเมล์นี้ นับว่าสมกับเป็น VI ขั้นเทพจริงๆ เลยขอเอามาให้อ่านดูนะครับ วิถีมหาเศรษฐี W. Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man In Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน เขาพบลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง ไม่หาเงินเพื่อเงิน การทำอย่างนั้นคุณจะไม่ได้เงิน เงินจะมาก็ต่อเมื่อคุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่คุณรักและมีความหลงใหลที่จะทำ คุณต้องทำในสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเงินจะมาเอง มันเป็นผลพลอยได้ ในมุมของ VI หรือนักลงทุนเน้นคุณค่า ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน อย่าลงทุนแบบจ้องหาหรือหมกมุ่นกับผลตอบแทนเกินไป มีความสุขกับการลงทุน ทำหรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง เงินจะมาเอง รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู...

ภาวะตลาดโลกกับอนาคตที่มองเห็นและผู้รู้อนาคตจากกระทู้ต่างๆ

ที่ผ่านๆมา ผมได้พูดถึงแต่ตลาดหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นในบ้านเรา แต่ความจริงเราอยู่ในโลกระบบเศรษฐกิจแบบทุนิยม ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่เกือบทุกประเทศใช้ในเวลานี้อยู่ ซึ่งตลาดหุ้นบ้านเรานั้นเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในโลกนี้ เรียกว่าเล็กจนไม่อาจมีอำนาจต่อเศรษฐกิจโลกสักเท่าไร จึงเกิดเป็นอย่างนี้อยู่บ่อย เช่น ตลาดฝั่งอเมริกา เด้งแรงๆ บ้านเราก็จะเด้งแรงๆด้วย ตัวอย่างเมื่อวานนี้ ดาว์โจน ทะลุ 10000 ครั้งแรกในรอบเกือบปี เหมือนกัน บ้านเราก็เลยได้อานิสง เด้งตามด้วย แม้จะไม่ทะลุ 700 จุด ก็ตาม (แม้ความจริงควรเป็น 800 ก็ตาม) แต่ก็ทำหุ้นที่พักฐานมา สัปดาห์กว่าๆ ได้วิ่งกันบ้าง จะมีนานๆ ทีที่ตลาดหุ้นไทยจะเป็นตัวของตัวเอง เช่นลงสวนกับภูมิภาคหรือโลก แต่ก็นับเป้นโอกาสที่น้อยมากที่จะเกิดได้ ซึ่งก่อนวันนี้ ผมก็กังวลเหมือนกันจากการตัดสัมพันธ์ทางการฑูตกับกัมพูชา นึกว่า อย่างไร หุ้นต้องตกกันเละแน่ แถมยังไปนั้งอ่านพวกตามบอร์ดหุ้นต่างๆ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ ปชป) แล้วก็สาปแช่งว่า พร่งนี้ชิบหายกันแน่ พวกดีๆหน่อย ก็บอกว่า กัมพูชา กับ บ้านเรานั้นค้าขายกันน้อย บางก็หากันตลอดว่า บ. อะไรทำธุรกิจใน กัมพูชาบ้า...

PANIC SELL การตกใจขาย และ ข่าวลือ

เขียนไว้เพื่ออธิบายคำศัพท์และปรากฎการณ์ช่วงนี้หน่อยนะครับ 2 วันนี้ ดัชนีหุ้นไทย SET Index ตกรวมๆกันไม่ต่ำกว่า 30 จุด (ยังไม่เปิดตลาดรอบบ่าย) แต่เมื่อวานสังเกตุได้ว่า Volum แน่นหนา 4หมื่นล้าน และหุ้นตกมาก ทำให้เห็นได้ถึงสัญญาณ PANIC SELL ในตลาดหุ้นไทย PANIC SELL เป็นการตกใจขาย กับสาเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเกิดจากข่าวจริง หรือข่าวลือ เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ในตลาดหุ้นหลายครั้ง เช่น 911 หรือ วันที่ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยประกาศใช้การสำรองการแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เห็นจริง เป็นข่าวจริง ส่วนข่าวลือนั้น โดยนิยาม เป็น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครยืนยัน หรือแหล่งข่าวไม่ยืนยันว่าเป็นความจริง แต่ในบางครั้งสิ่งที่เป็นข่าวลือนั้น อาจไม่เกิดขึ้นจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังไม่จัดเจนทำให้บรรยากาศอารมณ์กลัวครอบงำการซื้อขาย ทำให้เกิด การ PANIC SELL อย่างต่อเนื่องได้ สิ่งทีเกิดขึ้น อาจเกิดโดยไม่ต้องตัวทั้งนักลงทุก ระยะยาว ระยะสั้น ใครเล่นสั้น อย่างไร ก็ ขาดทุนครับ ขนาดผมว่า แนวรับผมแน่นมากแล้ว ยังร่วงจนตกใจเหมือนกัน สุดท้าย ข่าวลือในตลาดนั้นเกิดขึ้นทุกวัน บางจริงบางเท็จบาง ส่งผลกระ...