บทความ

บันทึกการลงทุน 21/4/2555 ตอนความเห็นส่วนตัว

ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเพือนที่ลงทุนมาด้วยกัน ส่วนใหญ่ถ้าคุยเรื่องการลงทุนในหุ้น แต่ละคนจะมีสิ่งที่เรียกว่า ความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งความคิดเห็นส่วนตัวนั้น เป็นสิ่งที่ควรต้องฟังด้วยความเปิดกว้าง จะทำให้เราได้ความรู้ หรือ มองมุมใหม่ๆ ด้วย และบางครั้งเราอาจโดนโน้มน้าว ไปให้เห็นด้วยกับความเห็นส่วนตัวของอีกฝั่งด้วย ซึ่งถ้าสิ่งที่เราคิดว่ามันดี เราก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ครับ แต่สิ่งที่เราคิดว่าไม่ดี ก็ให้นำมาพิจารณา ส่วความเห็นส่วนตัวของเรา ก็ควรแสดงออกถึงจุดยืน ความเชื่อ แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าให้ จุดยืน และ ความเชื่อของเราไปทำร้ายผู้ร่วมสนทนานะครับ ให้ดี ก็ต้องมีเหตุผลบอกว่าทำไมเราถึงเชื่อแบบนั้น ทำไมเราถึงว่าแผนอย่างนี้ สุดท้าย ผมคิดว่า เรื่องความเห็นส่วนตัว คงไม่ได้มีแค่เรื่องหุ้นเรื่องเดียว เราคงสามารถแสดงความเห็นส่วนตัวกับ เรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้ด้วย แต่เราต้องรับผิดชอบ กับสิ่งนี้ด้วยครับ โชคดีในการลงทุนครับ

เงินสดกับการดำเนินการของบริษัท

บทความนี้ผมจะพูดเรื่องเงินสดของบริษัท ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำธุรกิจสูง บริษัทนั้นจะเติบโตหรือไม่ก็ดูที่เงินสดนี้ละครับ สำหรับผม น่าสนใจกว่ากำไรอีก เงินสด (Cash) เป็นสิ่งที่ได้มาและจากไปตลอดเวลาที่ทำธุรกิจ ซึ่งเงินสดนั้นในงบการเงินแสดงไว้ 2 ที่ คือ งบดุล(Balance sheet) ซึ่งแสดงอยู่บรรทัดแรก ในส่วนของ สินทรัพย์ (Asset) อีกที่หนึ่งคือ งบกระแสดเงิน (Cash Flow) นั้นเอง เงินสดเป็นสิ่งที่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ไม่ว่าจะนิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา และก็ไหลเข้า ไหลออก เป็นธรรมชาติของเงิน ส่วนที่น่าสนใจของเงินสด ในการจ่ายเงินออก หรือ ไหลออก ของบริษัทที่ต้องใช้บริหารงาน ก็เช่น กิจกรรมต่างๆ เช่น ใช้จ่ายค่าแรง วัตถุดิบ การบำรุงรักษาเครื่องจักร ซื้อสินทรัพย์ต่างๆ อาคาร ที่ดิน เครื่องจักร รวมถึง จ่ายชำระหนี้ จ่ายเงินปันผล ส่วนเงินไหลเข้ามาบริษัทจากด้านไหนได้บ้าง เช่น ขายสินค้า หรือ บริการของบริษัท ขายสินทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร หรือ รับเงินปันผลจากการลงทุน และการกู้หนี้สิน ซึ่งกิจกรรมพวกนี้ ถูกแสดงในงบกระแสเงินสดแล้ว เราสามารถตรวจได้จากส่วนนั้น ซึ่ง บรรทัดสุดท้ายของงบกระแสเงินสด...

บันทีกการลงทุน 20/03/2555 ตอน ความสุขที่หายไปกับ New high

ผ่านมา ผ่านไป กับ 1200 จุด ก็เป็นอีกจุดที่ผมเพิ่งเคยได้เห็นครั้้งแรกตั้งแต่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มา แต่หุ้นพอร์ตผม ก็ทำ NewHigh ตามตลาดด้วย และถึงครึ่งทางฝัน ที่ผมเคยตั้งใจไว้ New high ของผม แต่ หุ้นบางตัวก็ทำ New low นะครับ ซึ่งทำให้เห็นว่า การวิเตราะพลาด และตลาดขาขึ้น ไม่สามารถ ทำให้หุ้นวิ่งได้ทุกตัว วิ่งหัวทิ่ม ก็มี แต่สิ่งที่ผมเจอ ไม่ได้รับความสุขกับชีวิตเลย ด้วยหลายๆอย่างที่เข้ามา ไม่ว่า อกหัก งานทำไม่ทัน เบื่อเพื่อนร่วมงาน ทำให้วันนี้ผมก็รู้อย่างว่า หุ้นเป็นส่วนประกอบเล็กๆ ของชีิวิตเอง เรื่องงาน สิ่งที่ผมได้เปรียบกว่าคนปกติ คือ เคยทำงานส่วนตัว และ เป็นพนักงานเงินเดือน สิ่งที่ผมกังวล คือการใช้งานของมนุษย์เงินเดือน เป็นปกติ มีมากใช้มาก แต่น่ากลัวกว่า คือ ใช้เกินที่หามาได้ ก่อหนี้ และหนี้ก่อต้นทุนของเงิน ซึ่งมาริบรอนเงิน ของเราในเดือนถัดไป นอกนั้น ข้อแย่ของการทำงานคือ เพื่อนร่วมงาน ถ้าเจอดีก็ดี ถ้าเจอแย่ ก็โชคร้ายมากครับ เพราะนอกจากจะทำให้งานหนัก และจะทำให้เครียดกว่าปกติด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ผม จะคิดเสมอ เมื่อทำงานให้บริษัท ทุกวันนี้ เราทำงานให้ลูกค้า ทำงานให้บริษ...

บันทีกการลงทุน 25/02/2555 ตอน วันที่ตลาดหุ้นขึ้น แต่ผมกับคิดถึงวันที่ตลาดลง

เกือบสองเดือน ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นตลอด ซึ่งผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมตอนช่วงเดือน ตุลาคม ปีที่แล้วมาได้อย่างปลอดภัย แต่หุ้นบางตัวก็โดนผลกระทบเต็มๆ ทำให้หุ้นในพอร์ตผมหลายๆ ตัว กำไรไม่ต่างกับไตรมาส 3 แต่ก็ยังดีที่ยังไม่เสียหายหนักถึงขั้นต้องลงทุนใหม่เป้นจำนวนมาก เพราะจะทำให้ต้องเสียเงินลงทุน มาเพื่อปรับซ่อม เพื่อให้ทำงานได้อีกครั้งนั้น เป็นเรื่องทีเลวร้ายมากกว่า ที่จะเอาเงินไปใช้จ่ายรูปแบบอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้ นักลงทุนลืมฝันร้ายน้ำท่วม ลืมวิกฤตหนี้ยุโรป คือ การไหลเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ จึงวันนี้ มีมาอยู่ตลาดหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า หมื่นล้านแน่นอน ทำให้หุ้นหลายๆ ตัว กลับมาคึก ยิ่งน้ำท่วมแล้ว ไม่ทำให้บริษัทมีผลประกอบการแย่ลง ยิ่งทำให้หุ้นพุ่งไปใหญ่ ในขณะเดียวกัน หุ้นที่ผลประกอบการไม่ดีก็ส่งผลให้ ราคาลงมาด้วย แต่ผมอยากให้พิจารณาด้วย ว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติ แล้วพื้นฐานเปลี่ยนอย่างไร เช่น ขายไม่ได้ ผลิตไม่ได้ ต้นทุนโสหุ้ย ก็ยังเดินอยู่ เงินเดือนก้ต้องจ่าย มันส่งผลอย่างไรต่อพื้นฐานของบริษัทนั้นๆ มันสะท้อนไรให้เห็นใน ผลประกอบการบ้าง นี้คือสิ่งแรกที่ผมพิจารณา สิ่งต่อมา ผลนั้น...

ว่ากันด้วยเศรษฐศาสตร์กับการซื้อขายหุ้น: กลไกตลาด 2

คราวนี้ผมจะลองยกตัวอย่างจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดูเล่นๆ นะครับ กลับมาที่ตลาดหลักทรัพย์ ราคา กับ ปริมาณ เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้เพื่อหาแนวโน้ม ซึ่งใช้อธิบายช่วงพฤติกรรมเวลานั้น ว่ามีการซื้อขายมากไปหรือน้อยไปหรือไม่ ซึ่งบ่อยครั้งที่ตลาดที่มีการซื้อขายมากเกินไป จะส่งผลต่อราคา แต่ผมอยากให้มองนักลงทุนในตลาด สามารถเป็น Demand หรือ Supply อีกนัยหนึ่งคือ นักลงทุนสามารถเปลี่ยนสถานะตัวเอง เป็นผู้ซื้อ หรือ ผู้ขายก็ได้ Demand คือ นักลงทุนที่ต้องการซื้อหลักทรัพย์ Supply คือ นักลงทุนที่ต้องการขายหลักทรัพย์ ผมคิดว่าใครที่เคยเซื้อขายหลักทรัพย์คงเข้าใจว่า คุณ ก็เคยอยู่ทั้งฝั่ง Demand และ Supply คุณตกอยู่ในกำมือกลไกตลาด หรือ โดนมือที่มองไม่เห็นผลักดันโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ผมคิดว่าถ้าตลาดหุ้น เป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะไม่มีใครขาดทุนแน่นอน เพราะถ้าหุ้นราคาลง เราจะมีความต้องการมากขึ้น และเมื่อราคามันสูงขึ้น เราจะต้องการขายมัน สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างกับทางทฤษฎีคือ หุ้นราคาลง เราขาย หุ้นราคาขึ้นเราซื้อ สิ่งที่เราเรียกว่าราคา มันอาจเป็นเป็นตัวเลขบนกระดาน หรือ หน้าจอเท่านั้น แต่จุดตัดสินใจคือ จิตใจ หรือ สภ...

ว่ากันด้วยเศรษฐศาสตร์กับการซื้อขายหุ้น: กลไกตลาด

กลไกตลาดเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ในบทแรกๆ ที่เราต้องรู้จักเลย ซึ่งตลาดที่เราใช้อธิบายทฤษฎีพฤติกรรมวิชาเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะใช้ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งเป็นอุดมคติของมนุษย์ โดยความเป็นจริงเรียกว่าแทบไม่มีถ้าเกิดขึ้นได้บนโลกแห่งความจริง แต่สำหรับผมมันเป็นวิธีใช้อธิบายพฤติกรรมมนุษย์ได้ชัดเจน โดยหลังรู้จักว่า Demand Supply หรืออุปสงค์แบะอุปทาน ก็จะมาเกิดตลาดได้ โดยตัวแปรที่เกิดและใช้อธิบายคือ ราคา และ ปริมาณ ตามโมเดลของตลาดจะบอกเราว่า ราคาเท่านี้ จะมีปริมาณการซื้อขายเท่าไร Demand หรือ อุปสงค์ใช้อธิบายความต้องการซื้อ โดยอธิบายว่า กรณีที่ราคาสูงขึ้น ปริมาณจะลดลง ส่วนกรณีตรงข้ามราคาต่ำลง ปริมาณจะเพิ่มขึ้น Supply หรือ อุปทานใช้อธิบายความต้องการขาย โดยอธิบายว่า กรณีที่ราคาสูงขึ้น ปริมาณจะสูงขึ้น ส่วนกรณีตรงข้ามราคาต่ำลง ปริมาณจะลงลด ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ปกติอยู่แล้วนะครับ ถ้าเราอยากซื้ออะไร มันแพงเราก็ซื้อมันได้ปริมาณน้อย แต่ถ้ามันราคาถูก ก็ได้ปริมาณมาก ซึ่งใน ณ เดียวกัน ถ้าเราขายของก็ถ้าราคาแพง ก็อยากขายเยอะๆ แต่กลไกตลาดจะเป็นตัวจัดสมดุล โดยสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าเหมาะสมที่สุด คือ จุดดุลยภาพ...

ว่ากันด้วยเศรษฐศาสตร์กับการซื้อขายหุ้น: องค์ประกอบของตลาด และวันวานถึงวันนี้

บทความนี้ผมเขียนขึ้นจากความคิดเห็นของผมเอง ไม่ได้มีหลักการวิชาการอะไรมาอ้างอิงนอกจากความรู้ที่ได้มาจากคณะเศรษฐศาสตร์เมื่อ ช่วงปี 2542-2546 แรงบรรดาลใจมาจากช่วงนี้ได้อ่านหนังสือการลงทุนที่พูดเรือ่งเศรษฐศาสตร์แบบสวนกระแสกับที่เรียนมา กับ เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมเลยว่าลองมาเขียนเรียบเรียงความรู้ที่ได้มาจากปริญญาตรีใช้อธิบายสิ่งที่เห็นกับตลาดหลักทรัพย์ วันนี้ลองมาดูนิยามคำว่าตลาดก่อนแล้วกันครับ Q: ตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ไหน A: แถวสถานีศูนย์วัฒนธรรม แต่ถ้าตามนิยามตลาดของวิชาเศรษฐศาตร์จริงๆ เราน่าจะตีความว่า สถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน หรือ ใช้คำให้เหมาะสม กับวิชาเศรษฐศาตร์หน่อยคือ สถานที่อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน( Supply ) มาเจอกัน Q: เราซื้อขายหุ้น ฟิวเจอร์ ที่ไหน A: iPhone,Moblie device,Notebook, PC, Website ของ Marketing เรา หรือรุ่นเก่ากว่านั้น คือ การเขียนลงกระดาษ ที่ห้องดูหุ้น โทรหามาร์ส่วนตัว ถ้าดูอย่างนี้ ตลาดหลักทรัพย์ที่ถนนสาธร น่าจะเป็นอาคารปฎิบัติการดำเนินงาน หรือ สำนักงาน มากกว่า ที่ใช้คำว่าตลาด เพราะ สถานที่ Demand กับ Supply มาเจอกัน ไม่น่าที่จะใช้แถวถนนสาธร (เว้น...