บทความ

บันทึกการลงทุน 31/07/2557 สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้คือ เวลาและชีวิต

หลายๆ ครั้งในชีวิตการลงทุนของผม ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาจนถึงปัจจุบัน ข่าวที่ผมรู้สึกแย่สุดในการลงทุน ไม่ใช่ข่าวผู้บริหารโกง บริษัทกำไรลดลง การล่มสลายของธุรกิจ แต่เป็นคนที่ต้องสังเวยชีวิตด้วยเพราะพิษเศรษฐกิจหรือคิดสั้นด้วยการลงทุนผิดพลาด ข่าวเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับคนรอบนอกให้มองตลาดหุ้น หรือ การลงทุนแบบอื่นๆ ไม่ว่า จะอสังหา หรือการเก็งกำไรที่ดิน ทั้งที่การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงอยู่ทุกอย่างแต่หลายๆ ท่านก็ยังไม่รู้เห็นการกระตุ้นจากสื่อต่างๆ หนังสือสมัยนี้ อะไรก็ง่ายไปหมด ในการลงทุน ทำให้คนสามารถเข้าถึงความเสี่ยงได้ง่าย แต่ที่น่ากลัวกว่า คือไม่มีความเข้าใจว่าความเสี่ยงคืออะไร ซึ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งที่มาคู่กับตลาดผันผวน รวมถึงตลาดขาลง คนหมดตัว คิดสั้น สำหรับผม เงิน ทอง ไม่ตายก็พอหาใหม่ได้ อาจจะไมไ่ด้มาง่ายแบบตอนเราเสียไป แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่า เงินทองหายาก และ มันสำคัญขนาดไหน ชีวิตของผมเคยเสียเงินก้อนที่คิดว่ามันเคยเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตมาแล้ว และ ณ เวลานั้นผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะสามารถเก็บมันกลับมาได้อีกครั้ง แต่ครั้งหลังผมใช้เวลา หลายปีอยู่ แต่มันก็ทำให้ผมรู้ถึงคุ...

เรื่่องของคุณแม่ผม

หลังจากชีวิตผมได้เป็นมนุษย์เงินเดือนมาแล้ว จะ เข้าปีที่5 จากเงิน 16000 กลายเป็น 60000 แม้ว่าจะดูเงินเดือนสูงมากสำหรับคนทำงานมาประสบการณ์ 4 ปี  เมื่อตอนปี เมื่อ 5-6ปี 2552 ที่แล้วผมยังไม่เคยฝันถึงจุดนี้เลย สำหรับคนไม่ขับรถ ไม่มีแฟน ไม่ผ่อนบ้าน ติดของเล่น(เป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่หยุดไม่ได้) เรียกว่าสวรรค์เหมือนกันนะครับ ผมมีเงินมาลงทุนหุ้นจากงานประจำ แล้วก็ปั้นพอร์ตให้คายปันผลมา และก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปันผล ก็นำเงินปันผลกลับไปลงทุนต่อ  แต่ชีวิตมนุษย์เงินเดือน มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีนายจ้างที่ไหนจ้างคุณคุ้มค่าจ้างหรอก เค้าใช้คุณเกินค่าจ้างตลอด เงินเดือนผมสูงขึ้นความรับผิดชอบก็สูงตาม ณ วันนี้ที่ผมทำงานนี้ ผมทำงานมาแล้ว  14 วันติด แถมงานไม่มีลดลงหรือแนวโน้มจะบางเบาขึ้นด้วย ด้วยงานหนักที่เจอ ทำให้ผมแบกรับความเครียดกลับมาที่บ้านกลายเป็น แม่ผมดันโดนหางเลขไป ในการอาละวาดผมด้วย แม่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ได้แต่ไปทำงานอาหาร หาข้าวน้ำ ไปส่งผมทำงานอย่างปกติ  สำหรับผม ความจริงหลายๆครั้งที่ยังทำงานอยู่ เพราะอยากให้แม่สบายใจ เวลาอยากจะหนีทีไร คุณแม่จะปรากฏในสามัญ...

บันทึกการลงทุน 18/06/2557 2ใน3ไตรมาส 2/2557

ผ่านไป จะสิ้นไตรมาส 2/2557 ช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ราคาหุ้นตกลงเยอะมาก แต่ ณ จุดนี้ผมคิดว่า ค่อนข้างแปลกใจที่ตลาดยังอยู่แถวๆ 1400 ได้ ทั้้งที่ผ่านการยึดอำนาจใน สัปดาห์ที่ผ่าน สำหรับผมคิดว่าตลาดโดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย ที่ค่อนข้างเชื่อมั่น สำหรับผมทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจนี้ตัวเจ๋งๆ ของประเทศจริง คงทำให้นักลงทุนในประเทศซื้อลุย แต่สำหรับต่างชาติ เดินหน้ากันถล่มประเทศไทย รวมถึงนักลงทุนต่างประเทศที่ว่าขายเยอะมากจนเป็นช่วงสูงสุดของปีนี้ไปแล้ว และยังมีแนวโน้มลุยขายกันต่อไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติของประเทศที่ยังไม่มีประชาธิปไตย กองทุนบางกองทุนนั้นมีข้อกำหนดต้องขายทิ้งในสถานการณ์แบบนี้ แต่กระนั้น เราก็ยังมาถึง 1450 จนได้ สิ่งนั้น คือ เรื่องของตลาดที่มีนักลงทุนหลายประเภท ที่มีข้อกำจัดต่างกันไป ไม่ว่าเวลา เงื่อนไข สถานที่ บางอย่างก็ไม่มีอะไรมาอธิบายได้ง่ายๆเหมือนกัน สำหรับผมยังรอวันหุ้นถูกๆ อยู่ แม้จะหมดตังไปหลายรอบแล้วก็ตามครับ

ต้นทุนตัวเงินที่แท้จริงของมนุษย์เงินเดือน ตอน2 ถ้าเราคือต้นทุนในการสร้างผลแทน เรามีมูลค่าเท่าไรละ

http://gkenginvest.blogspot.com/2014/05/blog-post_1.html   จากบทความที่แล้ว ผมได้แสดงถึงต้นทุนของมนุษย์ที่สำคัญ คือรายได้ ถ้าไม่มีรายได้ ใครจะทำงานให้เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเงินเดือน ซึ่งถ้าอยากได้อิสระภาพทางการเงิน หรือ เงินที่ทำให้ชีวิตเรา สบายขึ้น เราต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เราได้มา มีมูลค่าเท่าไร ดังนั้น เรามาดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการลดต้นทุน เงินเดือน ด้วย การลงทุน การลงทุนไม่ว่าเราจะได้เงินฝากที่ได้ดอกเบี้ย การซื้อสลากออมสิน หรือหุ้น พันธบัตร ที่ได้เงินปันผลมา ผมขอเรียกว่า ผลตอบแทน ส่วนเงินสินทรัพย์ที่ซื้อเรียกว่า เงินต้น ถ้าเปรียบเทียบคือ เราทำงาน ตัวเราเป็นเงินต้น เงินเดือนเป็นผลตอบแทน ชีวิตเราเป็นเงินต้นได้เท่าไร สมมุติว่า ผมทำงานได้เดือนละ 20000 บาท ปีหนึ่งผมทำงานได้ 240000 บาท 240,000 =  เงินต้น * ผลตอบแทน% นี้ละครับ ค่าชีวิตเรา ณ วันที่ได้เงินเดือนเท่านี้ เปรียบเทียบผลตอบแทนง่ายสุด คือ ดอกเบี้ย สมมุติว่า ปีละ 2.5% 240,000 = เงินต้น * 2.5% กลับสมการ  240,000 * (100/2.5) = เงินต้น สรุป เงินต้น =  9,600,000 บาท นั้นคือเงิ...

ต้นทุนตัวเงินที่แท้จริงของมนุษย์เงินเดือน ตอนที่ 1 :ต้นทุนของมนุษย์เงินเดือน

ครั้งหนึ่งเมื่อมีคนถามองค์ดาไลลามะว่า อะไรเป็นเรื่องที่ท่านรู้สึกแปลกใจมากที่สุด เกี่ยวกับมนุษยชาติ ท่านตอบว่า “มนุษย์เรานึ้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตรา เพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคต จนไม่มีความรื่นรมย์กับปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งอยู่กับอนาคต เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย และแล้วเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง“ จาก: http://www.thaiquip.com/806#ixzz30Vi2zIgG บทความนี้ผมเปิดด้วยคำพูดของท่าน ดาไลลามะ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการทำงาน ช่วงนี้ตัวผมเองทำงานหนักเสาร์ อาทิตย์ก็ต้องทำ ทำงานกลับบ้าน ออกจากบ้าน 7 โมง ถึงบ้าน 3ทุ่มครึ่ง เกือบทุกวันติดๆ มาสักพักใหญ่ๆ ตัวงานก็เครียด กดดัน คำพูดของท่านถือเป็น ต้นทุนชีวิตที่ชัดเจน มันเลยทำให้ผมคิดถึงประโยคนี้ ว่าเรายอมเสียสุขภาพ เวลา เพื่อแลกมากับค่าจ้าง แล้วทำไมเราถึงต้องทำงานเพื่อแลกกับเงิน เงิน ค่าจ้าง เงินเดือน ยุคสมัยนี้ เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ง่ายที่สุด มีมูลค่าชัดเจน ไม่มีใครแลกวัวเป็นตัว กับ ข้าวสารแน่...

บันทึกการลงทุน 19/04/2557 1400 จุดกลับมาแล้ว

รูปภาพ
สัปดาห์นี้หลังหยุดยาวสงกรานต์ ตลาดหลักทรัพย์เปิดวันแรกก็ดัชนีก็ทำการทะลุ 1400 ไปทันที บางคนก็ยังไม่กลับมาจากการพักผ่อน บ้างก็ลืมไปว่าตลาดเปิดวันที่ 16 หลังจากที่เราตกมาจาก 1400 ช่วงเดือน 11/2556 ก็นับเป็น 5 เดือน หรือเกือบๆ ครึ่งปีนะครับ ที่เราจาก 1400 จุดมา ผมไม่ได้ดู P/E ของตลาดมาสักพัก เผลอแปปๆ กลับมาเกือบ 16 อีกครั้ง ความรู้สึกผม ก็เหมือนเดิมกับนายตลาดนะครับ จะลง ก็ลง จะขึ้นก็ดันขึ้น สำหรับผมหาเหตุ หาผล ไม่่ค่อยได้เท่าไรนะครับ เพิ่งเขียนแต่สิ่งไม่ดีไปบทความที่แล้ว เขียนเสร็จ 1400 โชว์ซะงั้นเลย -*- ผมหวังว่า กำไร ในปี 2557 ของบริษัทหลักทรัพย์ควรจะ ลดลงไม่มาก และไปโตต่อปีหน้านะครับ แค่ความหวัง นะครับ โชคดีนะครับ

บันทึกการลงทุน 13/04/2557 จบไตรมาส 1/2557 กับเครื่องจักรเดินเศรษฐกิจที่เคยดับไป

ช่วงนี้ผมไม่ได้มีโอกาสเขียนอะไรไว้เป็นบันทึกสักเท่าไรนะครับ ด้วยไม่มีไอเดียวอะไรในการเขียน และงานออฟฟิตก็ยุ่งมาก สงกรานต์ปีนี้ผมก็ไม่ได้หยุดอีกเหมือนปีที่แล้ว แต่ดีว่ายังว่า พอร์ตหุ้นได้กลับมาหายใจในระดับปกติของพอร์ตผมทั่วๆ ไป ไม่ได้สูงเกินไป ต่ำกว่ามาตรฐานมากไป เรียกว่าหล่นมาตรฐานมาไม่เยอะละกันนะครับ ช่วงปีนี้เป็นปีที่เรียกว่าเริ่มต้นมาก็เล่นกันใจหายทีเดียว แต่มองโลกในแง่ดีคือ ปีนี้ อาจได้ทำจุดต่ำสุดไปแล้ว เราไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศมาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ไตรมาสแล้ว ซึ่งหมายถึงเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักหายไปตัวหนึ่ง ต้องมาพึ่ง ส่งออก-นำเข้า การบริโภค และการลงทุน ซึ่งดูแล้ว เครื่องมือที่ผมเห็นว่าพอเป็นไปได้คือ การส่งออก เนื่องจากวิธีการดูเศรษฐกิจระดับมหภาคส่วนใหญ่เราสนใจว่าโตเท่าไรมากกว่า ไม่ค่อยสนใจมูลค่าจริงๆของ GDP เท่าไร ส่วนใหญ่เราจะเจอแต่คำว่า โตกี่ % ไม่ได้สนใจ ตัวเลขเท่าไร มาจากไหน ซึ่งผมเห็นว่าหลายปีๆ มานี้ ตั้งแต่ โปรโมทชั่นการซื้อบ้านช่วงปี ฟรีค่าโอน ถึง รถคันแรก บ้านหลังแรก รวมๆ 4ปี เป็นช่วงสวรรค์ของนักบริโภคอย่างเราๆ รวมถึงบริษัทสร้างบ้าน ผลิตรถด้วย ซึ่งพว...